![]() |
|
|
|||
|
|
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ |
||||
|
|
|||||
|
|
|
||||
|
|
กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม | ||||
|
|
|||||
|
|
|||||
|
พระราชบัญญัติราชทัณฑ์
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า
สมควรปรับปรุงกฎหมายการราชทัณฑ์เพื่อให้เหมาะสมแก่กาลสมัย
จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร
ดังต่อไปนี้
มาตรา
1
พระราชบัญญัตินี้ ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติราชทัณฑ์
พุทธศักราช 2479”
มาตรา
2
ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ภายหลัง 4
เดือน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา*
มาตรา
3
ตั้งแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นต้นไป ให้ยกเลิก พระราชบัญญัติลักษณะเรือนจำ ร.ศ.120
กับทั้งบรรดากฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่นๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัติ
หรือซึ่งมีข้อความขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
มาตรา
4
ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่จะมีข้อความแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
(1) “เรือนจำ” หมายความว่า
ที่ซึ่งใช้ควบคุมกักขังผู้ต้องขัง กับทั้งสิ่งที่ใช้ต่อเนื่องกัน
และให้หมายความรวมตลอดถึงที่อื่นใดที่รัฐมนตรีได้กำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษาวางอาณาเขตไว้โดยชัดเจน
(2) “ผู้ต้องขัง”
หมายความรวมตลอดถึงนักโทษเด็ดขาด คนต้องขังและคนฝาก
(3) “นักโทษเด็ดขาด”
หมายความว่า
บุคคลซึ่งถูกขังไว้ตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้ลงโทษด้วย
(4) “คนต้องขัง”
หมายความว่าบุคคลที่ถูกฝากขังไว้ตามหมายขัง
(5)
“คนฝาก”
มายความว่าบุคคลที่ถูกฝากให้ควบคุมไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
(6)
“นักโทษพิเศษ”
หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดซึ่งส่งไปอยู่ทัณฑนิคมตามพระราชบัญญัตินี้
(7)
“รัฐมนตรี”
หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ซึ่งบังคับบัญชาการราชทัณฑ์
(8)
“อธิบดี”
หมายความว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์
มาตรา 5
พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับถึงเรือนจำทหาร
ลักษณะ
1
เรือนจำ
หมวด
1
ข้อความทั่วไป
มาตรา
6
รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดประเภทหรือชั้นของเรือนจำ หรือ
สั่งให้จัดอาณาเขตภายในเรือนจำออกเป็นส่วนๆ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงประเภท ชั้น เพศ
ของผู้ต้องขัง หรือ ความประสงค์ในการอบรมผู้ต้องขังด้วย
มาตรา 7
บุคคลภายนอกซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเรือนจำ เพื่อกิจธุระก็ดี
เยี่ยมผู้ต้องขังก็ดี
หมวด
2
การรับตัวผู้ต้องขัง
มาตรา 8
เจ้าพนักงานเรือนจำจะไม่รับบุคคลใดๆ
ไว้เป็นผู้ต้องขังในเรือนจำเว้นแต่จะได้รับหมายอาญา หรือ
มาตรา
9
ถ้าผู้ต้องขังมีเด็กอายุต่ำกว่า 16
ปี อยู่ในความดูแลของตนติดตามมายังเรือนจำ
และปรากฏว่าไม่มีผู้ใดจะเลี้ยงดูเด็กนั้น
จะอนุญาตให้เด็กนั้นอยู่ในเรือนจำภายใต้บังคับเงื่อนไขดังระบุไว้ในข้อบังคับที่อธิบดีตั้งขึ้น
หรือจะส่งไปยังสถานที่อื่นใดอันได้จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อการนี้ก็ได้
บทบัญญัติในวรรคก่อนให้บังคับแก่เด็กที่เกิดในเรือนจำด้วย
มาตรา
10
ให้แพทย์ตรวจอนามัยของผู้ที่ถูกรับตัวเข้าไว้ใหม่
อนึ่ง ให้เจ้าพนักงานหรือ
เรือนจำตรวจและบันทึกข้อความเกี่ยวแก่ลักษณะแห่งความผิดที่
ผู้นั้นได้กระทำตำหนิรูปพรรณความแข็งแรงของร่างกาย
และความสามารถทางสติปัญญากับข้อความอื่นๆ ตามข้อบังคับที่อธิบดีได้ตั้งขึ้นไว้ เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำร้องขอ ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ผู้มีอำนาจทำการสอบสวนหรือสืบสวนการกระทำผิดอาญา ส่งรายงานแสดงประวัติของผู้ต้องขังให้แก่เจ้าพนักงานเรือนจำ
หมวด
3
การแยกและย้ายผู้ต้องขัง
มาตรา 11
รัฐมนตรีมีอำนาจแยกประเภทหรือชั้นของผู้ต้องขัง และวางเงื่อนไขในการย้ายจากประเภท มาตรา 12 การย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำหนึ่งไปยังอีกเรือนจำหนึ่งนั้น ให้เป็นไปตามคำสั่งของอธิบดี
หมวด
4
อำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจำ
มาตรา
13
รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดอำนาจและหน้าที่ของเจ้าพนักงานเรือนจำในส่วนที่เกี่ยวแก่การงานและความรับผิดชอบ
ตลอดจนเงื่อนไขที่จะปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่นั้น
มาตรา 14
ห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังเว้นแต่
(1)
เป็นบุคคลที่น่าจะทำอันตรายต่อชีวิต หรือร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น
(2)
เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตไม่สมประกอบ อันอาจเป็นภยันตรายต่อผู้อื่น
(3)
เป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนีการควบคุม (4) เมื่อถูกคุมตัวไปนอกเรือนจำเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมเห็นเป็นการสมควรที่จะต้องใช้เครื่องพันธนาการ
(5) เมื่อรัฐมนตรีสั่งว่าเป็นการจำเป็นต้องใช้เครื่องพันธนาการเนื่องแต่สภาพของเรือนจำหรือสภาพการณ์ของท้องถิ่น
ภายใต้บังคับอนุมาตรา (4) และ (5)
แห่งมาตรานี้ ให้พัสดีเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจที่จะสั่งให้ใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังและที่จะเพิกถอนคำสั่งนั้น
มาตรา 15
รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดชนิดอาวุธที่เจ้าพนักงานเรือนจำจะพึงใช้และวางเงื่อนไขในการถือหรือมีอาวุธนั้นๆ
มาตรา 16
เจ้าพนักงานเรือนจำอาจใช้อาวุธนอกจากอาวุธปืนแก่ผู้ต้องขังได้ ในกรณีต่อไปนี้
(1)
เมื่อปรากฏว่าผู้ต้องขังกำลังกำลังหลบหนีและไม่มีทางจะป้องกันอย่างอื่นนอกจากใช้อาวุธ
(2)
เมื่อผู้ต้องขังหลายคนก่อความวุ่นวาย หรือพยายามใช้กำลังเปิดหรือทำลายประตู รั้ว
หรือกำแพงเรือนจำ
(3) เมื่อปรากฏว่า
ผู้ต้องขังจะใช้กำลังกายทำร้ายเจ้าพนักงาน หรือผู้อื่น
มาตรา 17
เจ้าพนักงานเรือนจำอาจใช้อาวุธปืนแก่ผู้ต้องขังได้ในกรณีต่อไปนี้
(1)
ผู้ต้องขังไม่ยอมวางอาวุธ เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้วาง
(2)
ผู้ต้องขังกำลังหลบหนี ไม่ยอมหยุดเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้หยุด
และไม่มีทางอื่นที่จะจับกุมได้
(3)
ผู้ต้องขังตั้งแต่ 3
คนขึ้นไป ก่อการวุ่นวาย หรือพยายามใช้กำลังเปิดประตูหรือทำลายประตูรั้ว
หรือกำแพงเรือนจำ หรือใช้กำลังกายทำร้ายเจ้าพนักงานหรือผู้อื่น
และไม่ยอมหยุดในเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้หยุด
ถ้ามีเจ้าพนักงานเรือนจำผู้มีอำนาจเหนือตนอยู่ในขณะนั้นด้วย
จะใช้อาวุธปืนได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าพนักงานผู้นั้นแล้วเท่านั้น
มาตรา 18
ในกรณีฉุกเฉินอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต หรือความปลอดภัยของผู้ต้องขัง
ถ้าเจ้าพนักงานเรือนจำไม่สามารถจะย้ายผู้ต้องขังไปควบคุมไว้ ณ
ที่อื่นใดได้ทันท่วงทีจะปล่อยให้ผู้ต้องขังไปชั่วคราวก็ได้
แต่ผู้ต้องขังที่ถูกปล่อยไปนั้นต้องกลับมาเรือนจำหรือรายงานตนยังสถานีตำรวจ
หรือที่ว่าการอำเภอ ภายในกำหนด 24
ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ปล่อยไป
และปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่นั้นๆ
ถ้าผู้ต้องขังที่ถูกปล่อยไปละเลยไม่ปฏิบัติดังกล่าวนี้
ให้ถือว่ามีความผิดฐานหลบหนีการควบคุมเว้นแต่จะมีข้อแก้ตัวอันควร
มาตรา 19
ในการจับกุมผู้หลบหนีภายใน 24
ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ที่หนีไป เจ้าพนักงานเรือนจำ
มาตรา 20
ถ้าผู้ต้องขังได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงตายในขณะช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ
ทำการตามหน้าที่ดังกล่าวไว้ในหมวดนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา
26
แห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา
21
เจ้าพนักงานเรือนจำผู้ใช้อำนาจ
ที่ได้ให้ไว้ในหมวดนี้โดยสุจริตและตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งหรืออาญาในผลแห่งการกระทำของตน
หมวด
5
การงาน
มาตรา
22
นักโทษเด็ดขาด
ต้องทำงานตามคำสั่งของเจ้าพนักงานเรือนจำ
*มาตรา
22 ทวิ ในกรณีเจ้าพนักงานเรือนจำสั่งให้นักโทษเด็ดขาดออกไปทำงานสาธารณะนอกเรือนจำให้อธิบดีแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง
ไม่น้อยกว่าสามคน เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกนักโทษเด็ดขาด
ซึ่งเหลือโทษจำคุกไม่เกินสองปี เพื่อทำงานสาธารณะตามมาตรานี้
นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษในลักษณะความผิดดังต่อไปนี้
ไม่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาคัดเลือกตามวรรคหนึ่ง
(1)
ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(2)
ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร
(3)
ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร
(4)
ความผิดตามกฎมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ
ลักษณะของงานสาธารณะ การแต่งตั้งกรรมการ
การส่งและการงดส่งนักโทษเด็ดขาดออกไปทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 23
คนต้องขังและคนฝาก ต้องทำงานแต่เฉพาะที่เกี่ยวกับความสะอาดหรืออนามัยของตน
คนต้องขังในระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาต้องทำงานเพื่อยังการบำรุงรักษาเรือนจำให้ดียิ่งขึ้น
ผู้ต้องขังคนใดสมัครเข้าทำงานอย่างอื่นก็อาจขออนุญาตให้ทำได้
มาตรา 24
การงานที่ผู้ต้องขังได้ทำไปแล้วนั้น
อาจคำนวณเป็นราคาเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา 25
ผู้ต้องขังไม่มีสิทธิจะได้ค่าจ้าง
แต่กฎกระทรวงที่กล่าวไว้ในมาตราก่อนอาจกำหนดให้แบ่งรายได้อันเกิดจากการงานของผู้ต้องขัง
โดยหักค่าใช้จ่ายออกเสียก่อนให้เป็นรางวัลแก่ผู้ต้องขังและเจ้าพนักงานเรือนจำ
มาตรา 26
ถ้าผู้ต้องขังได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงตายในขณะทำการตามหน้าที่อันอาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัย
หรือชีวิตของผู้ต้องขัง
ดั่งระบุไว้ในกฎกระทรวงก็ให้ได้รับรางวัลเป็นจำนวนตามแต่เจ้ากระทรวงจะวินิจฉัยโดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งกรณี
รางวัลเช่นว่านี้ถ้าผู้ต้องขังตาย ให้จ่ายแก่ผู้รับมรดก
หมวด
6
การศึกษาและการอบรม
มาตรา 27
อธิบดีมีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการศึกษาและการอบรมผู้ต้องขัง
มาตรา
28
บรรดาเครื่องอุปกรณ์ ในการศึกษาและการอบรม เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้
สมุดหนังสือนั้น รัฐบาลจะเป็นผู้จัดหาให้
แต่ผู้ต้องขังจะนำของตนเองมาใช้ก็ได้เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว
หมวด
7
อนามัยและสุขาภิบาล
มาตรา
29
ให้ผู้ต้องขังที่ป่วยเจ็บหรือเป็นหญิงมีครรภ์ ได้รับการรักษาพยาบาลตามสมควร
มาตรา 30
เมื่อแพทย์ผู้ควบคุมการอนามัยของผู้ต้องขัง
ยื่นรายงานแสดงความเห็นว่าผู้ต้องขังคนใดป่วยเจ็บและถ้ายังคงรักษาพยาบาลอยู่ในเรือนจำจะไม่ทุเลาดีขึ้น
อธิบดีจะอนุญาตให้ผู้ต้องขังคนนั้นไปรักษาตัวในสถานที่อื่นใดนอกเรือนจำ
โดยเงื่อนไขอย่างใดแล้วแต่จะเห็นสมควรก็ได้
ในกรณีดังกล่าวมาในวรรคก่อน
มิให้ถือว่าผู้ต้องขังนั้นพ้นจากการคุมขัง
และถ้าผู้ต้องขังไปเสียจากสถานที่ซึ่งได้รบอนุญาตให้ไปอยู่รักษาตัว
ให้ถือว่ามีความผิดฐานหลบหนีการควบคุม
หมวด
8
วินัย
มาตรา
31
ผู้ต้องขังจะต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับของเรือนจำ
มาตรา
32
นักโทษเด็ดขาดคนใดแสดงให้เห็นความประพฤติดี มีความอุตสาหะความก้าวหน้าในการศึกษา
และทำการงานเกิดผลดี
หรือทำความชอบแก่ราชการเป็นพิเศษอาจได้รับประโยชน์อย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ดังต่อไปนี้
1)
ให้ความสะดวกในเรือนจำตามที่อธิบดีกำหนดไว้ในข้อบังคับ
2)
เลื่อนชั้น
3)
ตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าพนักงานเรือนจำ
4)
ลาไม่เกิน
4 วัน
ในคราวหนึ่งโดยไม่รวมเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางเข้าด้วยเมื่อมีความจำเป็นเห็นประจักษ์
เกี่ยวกับกิจธุระสำคัญ หรือกิจการในครอบครัว
แต่ห้ามมิให้ออกไปนอกราชอาณาจักรสยามและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีได้กำหนดไว้ระยะเวลาที่อนุญาตให้ลานี้มิให้หักออกจากการคำนวณกำหนดโทษ
5)
พักการลงโทษภายใต้บังคับเงื่อนไขตามรัฐมนตรีกำหนดไว้
แต่การพักการลงโทษนี้จะพึงกระทำได้ต่อเมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษมาแล้ว
ไม่น้อยกว่า 1ใน 3
ของกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น หรือ ไม่น้อยกว่า 10 ปี
ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตและระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้น
ให้กำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี
แต่ไม่เกินกว่ากำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่
6)
ลดวันต้องโทษจำคุกเดือนละไม่เกินห้าวันตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
แต่การลดวันต้องโทษจำคุกจะพึงพระทำได้ต่อเมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน
หรือไม่น้อยกว่าสิบปี
ในกรณีที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตที่มีการเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกมีกำหนดเวลา
7)
ในการลดวันต้องโทษตาม (6)
ให้คณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนของกรมราชทัณฑ์ กรมตำรวจ กรมอัยการ กรมประชาสงเคราะห์
และจิตแพทย์ จากกรมการแพทย์ เป็นผู้พิจารณา โดยมติเสียงส่วนมาก
8)
นักโทษเด็ดขาดที่ส่งออกไปทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ ตามมาตรา
22 ทวิ
ให้ได้ลดวันต้องโทษลงอีกไม่เกินจำนวนวันที่ทำงานสาธารณะนั้น
และอาจได้รับรางวัลด้วยก็ได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา
33
ให้ผู้ต้องขังได้รับการเยี่ยมเยียนหรือติดต่อจรากบุคคลภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
จากทนายความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งนี้ภายใต้ข้อบังคับที่อธิบดีวางไว้
มาตรา
34
ภายใต้บังคับบทบัญญัติในภาค 7
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่าด้วยอภัยโทษ
เปลี่ยนโทษหนักเป็นโทษเบาและลดโทษ ผู้ต้องขังยังมีสิทธิในอันที่จะยื่นคำร้องทุกข์
หรือเรื่องราวใดๆ ต่อเจ้าหน้าที่เรือนจำ อธิบดี รัฐมนตรี หรือทูลเกล้าฯ
ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ได้ตามที่รัฐมนตรีกำหนดไว้
มาตรา
35
เมื่อผู้ต้องขังคนใดกระทำผิดวินัย
ให้เจ้าพนักงานเรือนจำผู้มีหน้าที่พิจารณาโดยถ่องแท้
แล้วลงโทษสถานหนึ่งสถานใดหรือหลายสถาน ดังต่อไปนี้
1.
ภาคทัณฑ์
2.
งดการเลื่อนชั้นโดยมีกำหนด
3.
ลดชั้น
4.
ตัดการอนุญาตให้ได้รับการเยี่ยมเยียน หรือติดต่อไม่เกิน
3 เดือน
เว้นไว้แต่กรณีที่ระบุไว้ในมาตรา 8
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
5.
ลดหรืองดประโยชน์และรางวัลทั้งหมด หรือแต่บางส่วนบางอย่าง
6.
ขังเดี่ยวไม่เกิน 3 เดือน
7.
ขังห้องมืดไม่มีเครื่องหลับนอน ไม่เกิน
2
วัน ในสัปดาห์หนึ่ง โดยความเห็นชอบของแพทย์
8.
เฆี่ยนคราวหนึ่งไม่เกิน 20
ที ในความควบคุมของแพทย์ แต่ห้ามเฆี่ยนคราวต่อไป เว้นแต่จะล่วงพ้นเวลา 30
วันจากวันที่เฆี่ยนคราวที่แล้ว ถ้าผู้ต้องขังเป็นหญิงห้ามเฆี่ยน
9.
ตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา
32 (6)
ในกรณีและเงื่อนไขอย่างใดจะลงโทษดังระบุไว้ข้างต้นให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
มาตรา
36
ถ้าปรากฏว่า ผู้ต้องขัง
ที่จะได้รับโทษดังว่ามาในมาตราก่อนนั้นป่วยเจ็บหรือมีเหตุอันควรอย่างอื่นใด
ซึ่งจะต้องยกขึ้นพิจารณา จะงดการลงโทษนั้นไว้ก่อนก็ได้
อนึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่อาจเพิกถอนการลงโทษอย่างใดๆ
เสียได้เมื่อมีเหตุสมควรแต่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการเรือนจำ
มาตรา
37
ในกรณีที่ผู้ต้องขังได้กระทำความผิดอาญาขึ้นภายในเรือนจำ
และความผิดนั้นเป็นเพียงลหุโทษ หรือความผิดต่อมาตรา
45 แห่งพระราชบัญญัตินี้ก็ดี
หรือความผิดฐานประทุษร้ายแก่ทรัพย์สินของเรือนจำก็ดี ฐานพยายามจะหลบหนีก็ดี
แทนที่จะนำเรื่องนี้เสนอต่อเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการสอบสวน หรือฟ้องร้องตามกฎหมาย
ให้ผู้บัญชาการเรือนจำ มีอำนาจวินิจฉัยลงโทษฐานผิดวินัยตามมาตรา 35
แห่งพระราชบัญญัตินี้ได้
ข้อความตามมาตรานี้ไม่ตัดสิทธิของเอกชนที่จะเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญา
หรือคดีแพ่งดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หมวด
9
ทรัพย์สินของผู้ต้องขัง
มาตรา
38
ให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่า ทรัพย์สินชนิดใด
ผู้ต้องขังอาจหรือไม่อาจนำเข้ามาเก็บรักษาไว้ในเรือนจำ
กับทั้งการเก็บรักษาให้ความปลอดภัยและคืนทรัพย์สินนั้นๆ
มาตรา
39
ทรัพย์สินของผู้ต้องขังนำเข้ามาหรือเก็บรักษาไว้ในเรือนจำ
โดยมิได้อนุญาตเพื่อการนั้นโดยชอบจากเจ้าพนักงานเรือนจำ
ถ้าเป็นสิ่งของต้องห้ามตามมาตราก่อนให้ริบเป็นของแผ่นดิน
ถ้าเป็นสิ่งที่มีสภาพเป็นของสดเสียได้
หรือเป็นของอันตรายหรือโสโครก ให้เจ้าพนักงานเรือนจำทำลายเสีย
สิ่งของอันจะเก็บรักษาไว้ในเรือนจำไม่ได้
เนื่องจากขนาดน้ำหนักหรือสภาพและผู้ต้องขังไม่สามารถจะฝากไว้กับบุคคลภายนอกได้ นั้น
อาจทำลาย หรือขายทอดตลาดเสียได้ เงินที่ขายนั้น ให้เก็บไว้ให้แก่ผู้ต้องขัง
มาตรา
40
ทรัพย์สินของผู้ต้องขังซึ่งตกค้างอยู่ในเรือนจำให้ริบเป็นของแผ่นดินในกรณีต่อไปนี้
1.
ผู้ต้องขังหลบหนีพ้นกำหนด 1
ปี นับจากวันหลบหนี
2.
ผู้ต้องขังถูกปล่อยตัวแล้วไม่รับทรัพย์สินหรือรางวัลของตนไป
ภายในกำหนด 3 เดือน นับจากวันปล่อยตัว
หมวด
10 การปล่อยและพักการลงโทษ
มาตรา
41
ในกรณีที่ผู้ต้องขังถึงกำหนดปล่อยป่วยหนักไม่สามารถไปจากเรือนจำได้
และขออนุญาตอยู่รักษาตัวในเรือนจำต่อไปให้ผู้บัญชาการเรือนจำใช้ดุลยพินิจอนุญาตตามคำขอนั้นได้
แต่ทั้งนี้ต้องรายงานให้อธิบดีทราบ
มาตรา 42
นักโทษเด็ดขาดที่ถูกปล่อยพ้นโทษไปนั้น มีสิทธิได้รับใบสำคัญในการปล่อยตัว
*มาตรา
43
นักโทษเด็ดขาดซึงได้รับการพักการลงโทษ ตามมาตรา
32 (5)
หรือนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้ลดวันต้องโทษจำคุก ตามมาตรา 32 (6)
หรือ (8)
และถูกปล่อยตัวไปก่อนครบกำหนดโทษตามหมายศาลในขณะนั้น ต้องปฏิบัติตนโดยเคร่งครัด
ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับความประพฤติของตน
ถ้าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นข้อหนึ่ง ข้อใด
นักโทษเด็ดขาดผู้นั้นอาจถูกจับมาอีกโดยมิต้องมีหมายจับ หรือหมายจำคุก
และนำกลับเข้าจำคุก ต่อไป ตามกำหนดโทษที่ยังเหลืออยู่
และให้ผู้มีอำนาจสั่งการพักการลงโทษตามมาตรา 32 (5)
หรือการลดวันต้องโทษจำคุกตามมาตรา 32 (6) หรือ (8)
สั่งถอนการพักการลงโทษ
หรือถอนดารลดวันต้องโทษจำคุกที่ยังเหลืออยู่และจะลงโทษทางวินัยอีกด้วยก็ได้
หมวด
11 การตรวจเรือนจำ
มาตรา
44
รัฐมนตรีมีอำนาจตั้งคณะกรรมการเรือนจำและกำหนดอำนาจหน้าที่
ของคณะกรรมการในการตรวจพิจารณากิจการของเรือนจำและให้คำแนะนำแก่เจ้าพนักงานเรือนจำ
คณะกรรมการนี้มีจำนวนไม่เกิน 5
นาย ซึ่งจะได้แต่งตั้งจาก
(1)
ข้าราชการตุลาการสังกัดกระทรวงยุติธรรม
(2)
ข้าราชการสังกัดกระทรวงธรรมการ
(3)
ข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ
(4)
ข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง
(5)
ข้าราชการสังกัดกระทรวงการต่างประเทศ
(6)
เจ้าพนักงานแพทย์
(7)
เจ้าพนักงานอัยการ และ
(8)
ข้าราชการ
หรือบุคคลอื่นตามแต่รัฐมนตรีนุเห็นสมควร
หมวด
12
มาตรา
45
ผู้ใดเข้าไปในเรือนจำโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ดี
หรือบังอาจรับจากหรือส่งมอบแก่ผู้ต้องขัง นำเข้ามา
หรือเอาออกไปจากเรือนจำซึ่งเงินหรือสิ่งของต้องห้ามโดยทางใดๆ
อันฝ่าฝืนระเบียบหรือข้อบังคับของเรือนจำก็ดี ผู้นั้นมีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500
บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรือนจำ
หรือกรมราชทัณฑ์ให้เพิ่มโทษเป็นทวีคูณ
เงินหรือสิ่งของต้องห้ามที่นำเข้ามาในเรือนจำโดยฝ่าฝืนบทมาตรานี้
ให้ริบเป็นของแผ่นดิน
มาตรา
46 บุคคลใด
ได้รับมอบหมายโดยข้อสัญญาให้การทำการงานของเรือนจำและได้รับผู้ต้องขังไว้ในความควบคุมเพื่อทำการงานนั้น
การทำให้ผู้ต้องขังหลบหนีไป โดยเจตนาหรือประมาท ให้ถือว่ามีความผิดตามมาตรา
168 และ169
แห่งกฎหมายลักษณะอาญา แล้วแต่กรณี
ลักษณะ
2
มาตรา
47
รัฐมนตรีมีอำนาจตั้งทัณฑนิคมเพื่อควบคุมและดำเนินการฝึกอบรมนักโทษเด็ดขาดในขั้นถัดจากเรือนจำต่อไป
และมีอำนาจที่จะยุบเลิกทัณฑนิคมนั้น
การตั้งและยุบเลิกทัณฑนิคมให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาในการประกาศตั้งตั้งให้กำหนดเขตของทัณฑนิคมไว้โดยชัดเจน
มาตรา
48
นักโทษเด็ดขาดคนใดมีคุณสมบัติดังจะกล่าวต่อไปนี้ อาจถูกส่งไปอยู่ทัณฑนิคม
1)
เป็นผู้ประพฤติดี
2)
มีความอุตสาหะ
3)
มีความสามารถโดยแสดงให้เห็นผลดีในการศึกษาและการงาน
นักโทษเด็ดขาดเช่นนี้ต้องรับโทษในเรือนจำมาแล้วไม่น้อยกว่า
1 ใน 4 ของกำหนดโทษ
มาตรา
49
นักโทษพิเศษ อาจได้รับอนุญาตให้นำสามีภรรยา ญาติสืบสายโลหิตโดยทางตรงลงมา
หรือตรงขึ้นไป ไปอยู่ร่วมด้วยได้
บุคคลดังกล่าวมาในวรรคก่อน เมื่อขณะอยู่ในทัณฑนิคม
ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของทัณฑนิคมนั้นๆ
มาตรา
50
นักโทษพิเศษ อาจได้รับอนุญาตให้นาประโยชน์บนที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่ง
ซึ่งได้จัดไว้เพื่อการนั้น เป็นการชั่วคราว
โดยเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งที่เห็นสมควร และอาจได้รับเครื่องมือ
เครื่องใช้และเครื่อง
มาตรา
51
ครอบครัวของนักโทษพิเศษนั้น
อาจได้รับเครื่องนุ่งห่มและเครื่องยังชีพอย่างอื่นที่จำเป็นมีปริมาณโดยควร
มาตรา
52
ค่าเครื่องมือเครื่องใช้เครื่องอุปกรณ์อย่างอื่นตามมาตรา
50
กับค่าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องยังชีพตามมาตรา 51
ให้หักใช้จากผลประโยชน์ที่นักโทษพิเศษหรือครอบครัวของนักโทษ
ผู้นั้นทำได้จากการงานในทัณฑนิคม
มาตรา
53
นักโทษพิเศษ
อาจได้รับส่วนแบ่งจากราคาขายพืชผลที่ตนได้เพาะปลูกหรือประกอบขั้นโดยหัตถกรรม
หรือกระทำขึ้นด้วยประการอื่น
มาตรา
54
นักโทษพิเศษผู้ได้กระทำหน้าที่พิเศษตั้งกำหนดไว้ในกฎกระทรวงได้รับเบี้ยเลี้ยงรายเดือนเป็นรางวัลตามจำนวนซึ่งรัฐมนตรีจะได้กำหนดให้
มาตรา
55
ทัณฑนิคมใดดำเนินไปถุงขนาดที่ควรยกเป็นนิติบุคคล ให้ตั้งขึ้นเป็นคณาภิบาลโดยประกาศพระราชกฤษฎีกา
และให้มีสภาพเป็นทบวงการเมือง
องค์การ ข้อบังคับ
และการยุบเลิกคณาภิบาล ให้ตราออกเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา
56
ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในลักษณะนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยเรือนจำมาใช้บังคับแก่ทัณฑนิคมและคณาภิบาลด้วย
โดยอนุโลม แต่ให้นักโทษพิเศษได้รับความยกเว้นไม่ต้องรับโทษดังบัญญัติในมาตรา
35 อนุมาตรา (7)
และ (8)
มาตรา
57
นักโทษพิเศษกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจะส่งตัวไปยังเรือนจำก็ได้
ลักษณะ
3
มาตรา
58
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
และให้อำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง นั้น
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พ.อ.พหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมนตรี |
|||||
|
To contact us: |
|||||
|
|
|
|
|
|
|