ประวัติทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่

ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ตั้งขึ้นตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2/2542 ลงวันที่ 4 มกราคม 2542 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2479 ให้กำหนดพื้นที่เรือนจำกลาง-เชียงใหม่ และเรือนจำพิเศษเชียงใหม่เดิมเป็นทัณฑสถาน และได้แยกการบริหารงานออกจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544
สถานที่ที่ตั้งทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาไทยในอดีต เรียกว่า "เวียงแก้ว" เคยเป็นพระราชวังของพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า "พระยามังราย" ซึ่งพระองค์เป็นพระมหา-กษัตริย์ของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่ได้สร้างเมืองเชียงใหม่ปี พ.ศ.1839 และต่อมาปี พ.ศ.2445 "พระราชวัง เวียงแก้ว" ได้ถูกรื้อถอนให้เป็นศูนย์ราชการมีศาลากลางจังหวัด ศาลจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และรวมที่ตั้งของเรือนจำอยู่ด้วย ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ คือ ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่

 
 

 

ที่ตั้ง

ตั้งอยู่เลขที่ 100 ถนนราชวิถี ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากเรือนจำกลางเชียงใหม่แห่งใหม่ สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และศาลจังหวัดเชียงใหม่ 8 กิโลเมตรห่างจากสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ 500 เมตร ระดับความมั่นคงแข็งแรงปานกลาง อำนาจการควบคุมผู้ต้องขังโทษถึงตลอดชีวิต อาคารแต่ละหลัง เป็นอาคารเก่าแก่ ซึ่งได้ก่อสร้างและดำเนินการควบคุมผู้ต้องขังตั้งแต่ปี พ.ศ.2445 นับเป็นเวลา 100 ปี

 
 

 

หน้าที่ความรับผิดชอบ


1. ควบคุมผู้ต้องขังให้มีประสิทธิภาพ
1.1 ผู้ต้องขังหญิงที่อยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนระหว่างพิจารณา
ระหว่างอุทธรณ์ - ฎีกา ของศาลทุกประเภทคดี
1.2 ควบคุมผู้ต้องขังหญิงที่ศาลพิพากษาลงโทษเด็ดขาดแล้ว กำหนดโทษไม่เกินตลอดชีวิต
2. แก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยของผู้ต้องขังให้เป็นบุคคลที่สามารถเข้ากับสังคมได้เมื่อพ้นโทษแล้ว
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยให้การอบรมศึกษาวิชาสามัญ วิชาชีพ ตลอดจนการพัฒนาจิตใจของผู้ต้องขัง
ทั้งนี้เพื่อให้มีอาชีพติดตัวและสามารถกลับตนเป็นคนดีของสังคม
3. เสริมสร้างสมรรถนะในการบริหารงานราชทัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
โดยการพัฒนาบุคลากรการพัฒนาระบบเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และประชาสัมพันธ์ให้สังคมเข้าใจในภารกิจและบทบาทของเรือนจำและกรมราชทัณฑ์


 
 


อาคารสถานที่

อาคารภายใน
1. ที่ทำการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ จำนวน 1 หลัง
2. เรือนนอนผู้ต้องขัง 7 หลัง แบ่งเป็น
2.1 เรือนแว่นแก้ว
- ใช้เป็นที่คุมขังผู้ต้องขังที่คดีเด็ดขาด และผู้ต้องขังชุมชนบำบัด
2.2 เรือนบัวบาน
- ใช้เป็นที่คุมขังผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด
2.3 เรือนเครือฟ้า
- ใช้เป็นที่คุมขังผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด ผู้ต้องขังสูงอายุ หญิงตั้งครรภ์และเด็กอ่
2.4 เรือนแก้ว
- ชั้นล่าง ใช้เป็นสถานที่สำหรับโรงงานพัสดุเงินทุนผลประโยชน์
- ชั้นบน ใช้เป็นที่คุมขังผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดและมีกำหนดโทษสูง
2.5 เรือนเพ็ญ
- ใช้เป็นที่คุมขังผู้ต้องขังคดีเด็ดขาด
2.6 เรือนคำ
- ชั้นล่าง ใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกวิชาชีพศิลปประดิษฐ์
- ชั้นบน ใช้เป็นที่คุมขังผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี และผู้ต้องขังวัยสาว


- ใช้เป็นที่บำบัดรักษา ผู้ต้องขังเจ็บป่วยมีเตียงผู้ป่วย จำนวน 36 เตียง โดยมีนายแพทย์จากโรงพยาบาลเชียงใหม่รามและนายแพทย์จากสาธารณสุข เข้ามาตรวจผู้ต้องขังเจ็บป่วย ทุกวันพฤหัสบดีและวันเสาร์ หรือกรณีเจ็บป่วยกระทันหัน
3. โรงครัว/เตาหุงต้ม สถานที่สำหรับเตรียมอาหารสำหรับผู้ต้องขัง จำนวน 1 หลัง
4. ห้องเยี่ยมญาติ จำนวน 1 หลัง
5. ห้องสุขาผู้ต้องขัง จำนวน 96 ห้อง
6. ห้องสุขาเจ้าหน้าที่ จำนวน 3 ห้อง
7. ที่อาบน้ำผู้ต้องขัง จำนวน 9 ที่
8. ที่ทำการฝ่ายปกครอง และที่พักของเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าเวรรักษาการณ์ จำนวน 1 หลัง
9. โรงเลี้ยงโรงอบรม จำนวน 1 หลัง
10. โรงเรียน สถานที่จัดการเรียนการสอนสายสามัญและธรรมศึกษา จำนวน 1 หลัง
11. โรงงานสำหรับฝึกวิชาชีพ จำนวน 8 หลัง
12. เครื่องกรองน้ำดื่ม 1 เครื่อง พร้อมก๊อกน้ำ จำนวน 50 ตัว
13. ร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขัง จำนวน 2 หลัง

อาคารภายนอกทัณฑสถาน

- อาคารร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เรือนจำ จำนวน 1 หลัง
- อาคารสวัสดิการญาติเยี่ยม พร้อมห้องน้ำ จำนวน 1 หลัง
- โรงเก็บรถยนต์ จำนวน 2 หลัง
- โรงจอดรถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ จำนวน 1 หลัง
- บ้านพักเจ้าหน้าที่ จำนวน 14 หลัง
- ห้องแถวที่พักเจ้าหน้าที่ จำนวน 6 ห้อง
- อาคารฝึกอาชีพนวดแผนโบราณ จำนวน 1 หลัง
- บ้านรอเวลา (สำหรับญาติและผู้ต้องขัง) จำนวน 1 ห้อง


...................................